บทความจาก The Hacker News วิเคราะห์สถานะของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในปี 2025 โดยระบุถึงแนวโน้มภัยคุกคามที่ทวีความรุนแรงขึ้น อาทิ การโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความซับซ้อนของแรนซัมแวร์และการโจมตีห่วงโซ่อุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความท้าทายในการรักษาความปลอดภัยสภาพแวดล้อมคลาวด์และความจำเป็นในการนำแนวคิด Zero Trust มาใช้ให้สมบูรณ์ รวมถึงปัญหาการขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ บทความสรุปว่าองค์กรต่างๆ จะต้องปรับกลยุทธ์การป้องกันให้ก้าวทันเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

     

Severity: สูง

      
     

System Impact:

     

  • โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Infrastructure)
  • เครือข่ายองค์กรและข้อมูล (Corporate Networks and Data)
  • ระบบคลาวด์ (Cloud Environments)
  • ห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์ (Software Supply Chains)
  • อุปกรณ์ปลายทางและอุปกรณ์ IoT (Endpoints and IoT Devices)
  • ระบบที่พึ่งพา AI และ Machine Learning (AI and Machine Learning Dependent Systems)

      
     

Technical Attack Steps:

     

  1. การใช้ AI ในการสร้างฟิชชิ่งและวิศวกรรมสังคมที่ซับซ้อนและเฉพาะเจาะจง (AI-powered sophisticated and targeted phishing/social engineering)
  2. การใช้ช่องโหว่ในห่วงโซ่อุปทานเพื่อแทรกซึมมัลแวร์หรือโค้ดที่เป็นอันตราย (Exploiting supply chain vulnerabilities for malware injection)
  3. การโจมตีแรนซัมแวร์ที่ใช้เทคนิคการเข้ารหัสข้อมูลและการข่มขู่หลายชั้น (Multi-layered ransomware encryption and extortion attacks)
  4. การใช้ AI เพื่อค้นหาช่องโหว่และสร้าง Exploit โดยอัตโนมัติ (AI for automated vulnerability discovery and exploit generation)
  5. การโจมตีแบบ Living-off-the-Land (LotL) เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ (Living-off-the-Land (LotL) attacks for stealthy operations)
  6. การโจมตีด้านอัตลักษณ์และการเข้าถึง (Identity and access-based attacks)

      
     

Recommendations:

     

Short Term:

     

  • อัปเดตแพตช์และซอฟต์แวร์ป้องกันภัยคุกคามอย่างสม่ำเสมอ (Regularly apply patches and security software updates)
  • บังคับใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) สำหรับการเข้าถึงระบบทั้งหมด (Enforce Multi-Factor Authentication (MFA) for all system access)
  • เพิ่มความตระหนักด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่พนักงานผ่านการฝึกอบรม (Enhance employee cybersecurity awareness training)
  • สำรองข้อมูลที่สำคัญและทดสอบแผนการกู้คืนเป็นประจำ (Regularly back up critical data and test recovery plans)
  • ตรวจสอบบันทึก (logs) และกิจกรรมเครือข่ายเพื่อหาพฤติกรรมที่น่าสงสัยอย่างใกล้ชิด (Closely monitor logs and network activities for suspicious behavior)
  • ประเมินและลดช่องโหว่ในจุดที่สามารถเข้าถึงได้จากภายนอก (Assess and mitigate external-facing vulnerabilities)

     

Long Term:

     

  • นำสถาปัตยกรรม Zero Trust มาปรับใช้และพัฒนาให้สมบูรณ์ (Full adoption and continuous refinement of Zero Trust architecture)
  • ลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning (ML) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับและตอบสนองภัยคุกคาม (Invest in AI/ML for enhanced threat detection and response)
  • เสริมสร้างความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทานและการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์ (Strengthen supply chain security and third-party risk management)
  • พัฒนาและเพิ่มทักษะของบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เพื่อลดช่องว่างด้านทักษะ (Upskill and reskill cybersecurity workforce to address the talent gap)
  • ส่งเสริมความร่วมมือและการแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคามกับภาคส่วนต่างๆ (Foster collaboration and threat intelligence sharing)
  • สร้างแผนการรับมือเหตุการณ์ที่ครอบคลุมและทำการทดสอบอย่างสม่ำเสมอ (Develop comprehensive incident response plans and conduct regular drills)

      
     

Source: https://thehackernews.com/2026/01/the-state-of-cybersecurity-in-2025key.html

   

Share this content:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *